[21 Apr 2010 | No Comment | 75 views]
มาเตรียมชุดปฐมพยาบาลกระต่ายเบื้องต้นกันเถอะ

กระต่ายมีโอกาสจะเจอกับเชื้อโรคร้าย  การกินอาหารผิดสำแดง การได้รับความร้อนมากเกินไป หรือแทะสายไฟแล้วโดนไฟดูด เป็นต้น เพื่อช่วยเหลือเราในเรื่องนี้ ขอแนะนำให้จัดหาสิ่งของต่อไปนี้ไว้

ดิจิตอลเทอร์โมมิเตอร์  (Degital Thermometer)  ที่ใช้วัดทางทวารหนัก  (ไม่ใช่แบบแท่งแก้ว)
ไซริงก์ที่ไม่มีเข็มขนาด 6 หรือ 12 CC
กระเป๋าน้ำร้อน
ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่มีส่วนผสมของคลอเร็กซีเดิร์ม  (chlorhexiderm)  หรือเบต้าดีน  (betadine)  หรือไอโอดีน  (iodinebased)
น้ำยาล้างตา  สามารถใช้น้ำยาตาของมนุษย์หรือน้ำเกลือที่ใช้ล้างคอนแทคเลนส์แทนได้
ผ้าก๊อซที่ฆ่าเชื้อแล้ว
เบอร์โทรศัพท์ของสัตวแพทย์และโรงพยาบาลสัตว์

ขอบคุณข้อมูลดีๆจากม.เกษตรฯจ.ตรัง

Read the full story »

Featured, กระต่าย(Rabbit,Bunny) »

[26 May 2010 | No Comment | 171 views]

แอบเบื่องานนิดหน่อย!!~ คิดถึงเด็กๆที่บ้านทรายทอง หะหะ ล้อเล่นค่ะ  เด็กที่บ้านมีเจ้ากระต่ายน้อยNDมีอยู่3โต๋ เอ้ยตัว  แต่ละองค์ก็แสบ ซน ซ่า จนแม่มันวีนไม่ออกไปแล้วก็มี วันนี้ก็เลยเอาข้อมูลทั่วไปของเจ้าสามแสบมาลง เริ่มจากสมัยพุทธกาลเลยละกันจ้า เว่อร์ได้อีก
กระต่ายสายพันธุ์เนเธอร์แลนด์ ดวอร์ฟ (Netherland Dwarf)

เมื่อประมาณช่วงปี ค.ศ. 1880 หรือราว พ.ศ. 2423 ที่ประเทศอังกฤษ ได้ปรากฏว่ามีกระต่ายสายพันธุ์ดัทช์ได้ให้กำเนิดลูกหลากหลายครอกที่มี สีขาวแต่มีลายสีต่างๆ ไม่เป็นสีขาวทั้งตัว มีตาสีแดง มีลักษณะลำตัวที่เล็ก สั้นกระทัดรัด มีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 1.6 ถึง 2 กิโลกรัม แต่มีขนที่นุ่มลื่นสวยงาม ซึ่งเป็นที่มาของกระต่ายโปลิช (Polish) แม้ว่ากระต่ายที่ได้จะยังมีเลือดที่ไม่นิ่ง แต่การผสมแบบในสายเลือด (Line Breeding) ทำให้ได้กระต่ายในรุ่นต่อมาที่มีสีขาวมากขึ้น จนกระทั่งได้กระต่ายสีขาวล้วน ตาสีทับทิม (Ruby-Eyed White) ที่เป็นต้นกำเนิดของกระต่ายเนเธอร์แลนด์ดวอฟ ในปัจจุบัน
ด้วยแรงบันดาลใจจากการนำเข้ากระต่ายสายพันธุ์โปลิช มายังสหราชอาณาจักรอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1884 หรือ พ.ศ. 2427 กระต่ายพันธุ์โปลิชจากประเทศเยอรมัน ได้ถูกนำมาผสมข้ามพันธุ์กับกระต่ายป่าในประเทศเนเธอร์แลนด์ที่มีขนาดเล็กโดย บังเอิญ จนทำให้เกิดการถ่ายทอดยีนส์แคระลงในกระต่ายพันธุ์โปลิช ทำให้มีขนาดเล็กและมีลำตัวที่สั้นลง ในเวลานั้นกระต่ายแคระ จึงมีแต่สีขาวล้วนและมีตาสีทับทิม ในช่วงของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง กระต่ายแคระ สีขาวตาฟ้า (Blue-Eyed White) ได้ถือกำเนิดขึ้นในจักรวรรดิเยอรมัน แต่ลักษณะของกระต่ายแคระสีขาวตาฟ้าในขณะนั้นจะมีโครงสร้างกระดูกที่ใหญ่ ลำตัวที่ยาวกว่า ขนหยาบและสั้นกว่าของขาวตาทับทิม จนกระทั่งถึงช่วง …

กระต่าย(Rabbit,Bunny) »

[12 May 2010 | No Comment | 107 views]

กระต่ายพันธุ์อเมริกันฟัซซี่ลอป (American Fuzzy Lop) เป็นกระต่ายขนาดเล็ก (Compact Type) จัดอยู่ในกลุ่มกระต่ายแคระ มีลักษณะเด่นคือ มีหูตกสวยงามและมีขนที่ยาวสลวย ลักษณะเด่นอื่นๆของสายพันธุ์กระต่ายหูตกอเมริกันฟัซซี่ลอป ก็คือ มีลำตัวสั้น กะทัดรัด หัวมีลักษณะกลม ขนาดใหญ่หนาและกว้างจากฐานของหูทั้งสองข้าง หูที่หนา และแบน หูยิ่งสั้นยิ่งถือว่ามีลักษณะที่ดี เพราะว่าเป็นการแสดงถึงลักษณะของกระต่ายแคระ หูจะต้องตกแนบข้างแก้ม หัวโตใหญ่ ต่อติดกับหัวไหล่ เหมือนไม่มีคอ หัวและหูปกคลุมด้วยขนธรรมดา ที่ไม่ใช่ขนยาว ขนที่หน้าสามารถตัดแต่งได้ตามความเหมาะสมและสวยงาม ขาหลังมีขนธรรมดา ฝ่าเท้าหนาและหนัก ขนที่ตัวหนาแน่นเสมอกันตลอดทั้งตัว ขนควรมีลักษณะค่อนข้างหยาบและมีความยาวไม่น้อยกว่า 2 นิ้ว
เนื่องจากกระต่ายสายพันธุ์นี้มีน้ำหนักและลำตัวยาวไม่มากเหมือนกระต่ายทั่วไป จึงเป็นที่นิยมเลี้ยงอยู่ในขณะนี้ การที่มีขนาดลำตัวที่สั้น ไหล่ที่กว้างหนา และมีความสูงสมดุลกันทั้งตัว ทำให้ดูเหมือนเป็นก้อนฟูฟูกลมๆก้อนหนึ่ง เนื่องจากขนที่มีสองลักษณะคือ ขนชั้นในที่นุ่มฟูและมีขนาดสั้นกว่า ขนชั้นนอกที่มีความยาวและแลดูหยาบกว่าขนชั้นใน ทำให้ดูเหมือนอเมริกันฟัซซี่ลอปมีขนาดที่ใหญ่เกินกว่าความเป็นจริง ในเพศผู้ จะมีขนาดลำตัวและหัวที่ใหญ่กว่า กล้ามเนื้อเด่นชัด ในเพศเมียจะแสดงออกถึงลักษณะของเพศเมียมากกว่า แต่ทั้งคู่ก็จะแสดงถึงลักษณะของสายพันธุ์ที่ประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อ เมื่อเติบโตเต็มที่แล้ว
น้ำหนักเมื่อโตเต็มที่ในอุดมคติคือ 1.6 กิโลกรัม (สำหรับตัวผู้) และ 1.7 กิโลกรัม (ในตัวเมีย)น้ำหนักมากที่สุดที่สามารถจดทะเบียนได้ 1.8 กิโล

ข้อมูลเกี่ยวกับการตั้งท้องของกระต่ายน้อย, สุขภาพ(Health&Care) »

[12 May 2010 | No Comment | 180 views]

แย่แล้วๆ คำถามที่ได้ยินแบบชินๆว่ากระต่ายท้องน้องจะทำยังไงดีคะ
วันนี้เลยขอเสนอ บทความทางวิชาการลับๆแต่ไม่ลับ ดังนี้จ้า
สิ่งแรกที่เราต้องรับรู้ก็คือ
เมื่อไหร่น้องกระต่ายจะคลอดลูกล่ะ?
หลังการผสมพันธุ์  กระต่ายระยะเวลาในการตั้งท้องคือ 28 – 32 วัน 90% ของการเจริญเติบโตของลูกอ่อนในครรภ์  จะเกิดขึ้นในช่วง 10 วันสุดท้าย  หนึ่งในสามของเวลาทั้งหมด
รู้แล้วยังไงต่อล่ะ?
ระหว่างการตั้งท้อง แม่กระต่ายต้องได้รับอาหารที่มีคุณภาพสูงเป็นพิเศษเพื่อให้ความเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย  ในสองวันสุดท้ายของการตั้งท้องแม่กระต่ายจะหยุดกินอาหาร ถ้ามันไม่หยุดกินควรจำกัดอาหารเพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพทีเกี่ยวกับอาหารขณะคลอด  เช่น  ketosis  (ภาวะการมีคีโตนในร่างกายมากเกินไป)  หรือ  mastitis  (ต่อมน้ำนมอักเสบ)  ตัวเมียควรกินเพียง 50%  ของอาหารตามปกติ  เป็นเวลา 2 วันก่อนคลอด จากนั้นหลังคลอด  อาหารที่ได้รับควรค่อย ๆ เพิ่มปริมาณขึ้นทุก ๆ วันเป็นเวลา 1 สัปดาห์  จนกว่ากระต่ายจะได้รับอาหารเต็มจำนวน
รู้กันอย่างนี้แล้วอย่าลืมดูแลแม่กระต่ายนะคะ
ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก ม.เกษตรฯ จ.ตรังค่ะ

การปฐมพยาบาลและการรักษาโรคกระต่าย, สุขภาพ(Health&Care) »

[10 May 2010 | No Comment | 249 views]

เป็นเรื่องยากที่จะบอกได้ว่ากระต่ายของเรากำลังเจ็บปวด เพราะว่าเจ้ากระต่ายน้่อยมันพูดหรือร้องไห้ไม่ได้เหมือนพวกเรา
ต่อไปนี้คือสิ่งที่แสดงถึงอาการบาดเจ็บหรืออาการป่วย

เดินกะเผลกหรือเดินไม่เหมือนเดิม
ลักษณะผิดปกติ  เช่น  หลังค่อม
เลีย ถู หรือเกาที่ ๆ หนึ่ง
เบื่ออาหาร
กัดฟัน
หายใจแรงหรือเร็ว
นอนไม่หลับ
เคลื่อนไหวหรือทำสิ่งต่าง ๆ น้อยลง

ควรพึงระลึกเสมอว่าไม่ควรให้ยาใดๆ กับกระต่ายโดยไม่มีคำสั่งจากสัตวแพทย์ แน่นอนสิ่งสำคัญคือคุณควรที่จะตรวจดูว่าอะไรทำให้เกิดความเจ็บปวดนั้น
ขอบคุณข้อมูลดีๆจากม.เกษตรฯจ.ตรัง

Headline, การปฐมพยาบาลและการรักษาโรคกระต่าย, สุขภาพ(Health&Care) »

[21 Apr 2010 | No Comment | 75 views]
มาเตรียมชุดปฐมพยาบาลกระต่ายเบื้องต้นกันเถอะ

กระต่ายมีโอกาสจะเจอกับเชื้อโรคร้าย  การกินอาหารผิดสำแดง การได้รับความร้อนมากเกินไป หรือแทะสายไฟแล้วโดนไฟดูด เป็นต้น เพื่อช่วยเหลือเราในเรื่องนี้ ขอแนะนำให้จัดหาสิ่งของต่อไปนี้ไว้

ดิจิตอลเทอร์โมมิเตอร์  (Degital Thermometer)  ที่ใช้วัดทางทวารหนัก  (ไม่ใช่แบบแท่งแก้ว)
ไซริงก์ที่ไม่มีเข็มขนาด 6 หรือ 12 CC
กระเป๋าน้ำร้อน
ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่มีส่วนผสมของคลอเร็กซีเดิร์ม  (chlorhexiderm)  หรือเบต้าดีน  (betadine)  หรือไอโอดีน  (iodinebased)
น้ำยาล้างตา  สามารถใช้น้ำยาตาของมนุษย์หรือน้ำเกลือที่ใช้ล้างคอนแทคเลนส์แทนได้
ผ้าก๊อซที่ฆ่าเชื้อแล้ว
เบอร์โทรศัพท์ของสัตวแพทย์และโรงพยาบาลสัตว์

ขอบคุณข้อมูลดีๆจากม.เกษตรฯจ.ตรัง